ชื่อตามต้นฉบับ : Keroro Gunso ผู้เขียน : มิเนะ โยชิซากิ แนว : Comedy สำนักพิมพ์ : สยามอินเตอร์คอมิกส์ ความยาว : 14 เล่ม (ยังไม่จบ) คุณค่าที่จะหยิบอ่าน : ไม่มีเหตุผลใดที่ทำให้คุณไม่ควรหยิบการ์ตูนเรื่องนี้ ได้ยินกิตติศัพท์ “เคโรโระ” มานาน ยิ่งผ่านไปสยามเห็นโปสเตอร์พลพรรคกบกวนเหล่านี้ติดตามที่ต่าง ๆ ยิ่งรู้สึกอยากลองอ่านการ์ตูนเรื่องนี้ หลังจากตระเวนหาเล่มหนึ่งซึ่งขาดตลาดอยู่นาน ในที่สุดก็ได้มา (ตัดเข้าโฆษณาหน่อย... ใครยังหาไม่ได้ Be My Shelf มีแล้วนะครับ:P) ผมรีบเปิดอ่านด้วยอารมณ์หมั่นไส้ พลางคิดในใจว่า สนุกนักใช่ไหม ข้านี่ล่ะจะบอกว่าไม่สนุกเอง พออ่านจบ... เอ่อ... เสียหน้านิดหน่อย แต่ขอบอกว่า การ์ตูนเรื่องนี้สนุกจริง
“เคโรโระ” เป็นมนุษย์ต่างดาวรูปร่างหน้าตาคล้ายกบที่ถูกส่งมาเป็นกองทัพหน้าในภารกิจยึดครองโลก แต่ด้วยความซุ่มซ่ามระหว่างสอดแนม ทำให้ถูก 'ฟุยูคิ' เด็กชายชั้นป. 6 กับ 'นัทสึมิ' พี่สาวจับได้เสียก่อน พอความแตก ทัพใหญ่ที่ตามมาจึงตัดสินถอยทัพ โดยทิ้งเคโรโระและเพื่อนทหารทัพหน้าไว้บนโลก สิบโทเคโรโระผู้อาภัพจึงกลายสภาพจากผู้รุกรานไปเป็นเชลย และไป ๆ มา ๆ กลายเป็นสัตว์เลี้ยงของครอบครัวฟุยุคิไปเสียฉิบ...
ความสนุกของการ์ตูนเรื่องนี้อาจเรียกได้ว่าเกิดจากการใช้ ‘เทคนิคของสื่อการ์ตูน’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สื่อแต่ละประเภทมีจุดเด่นจุดด้อยไม่เหมือนกัน เทคนิคการนำเสนอให้ได้ดีจึงต่างกัน อย่างสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น เรื่องสั้น หรือนวนิยาย เทคนิคสำคัญที่สุดคือการใช้ภาษาให้สวยงาม เนื่องจากผู้อ่านสามารถสัมผัสความคิดของผู้เขียนได้จากตัวอักษรเท่านั้น ส่วนสื่อภาพยนตร์ เทคนิคสำคัญกลับเป็นภาพ แน่นอนบทพูดก็จำเป็น แต่บางครั้งผู้กำกับสามารถเล่าเรื่องโดยใช้เพียงภาพบนจอได้ หรือถึงขั้นไม่ต้องมีบทพูดอย่างภาพยนตร์ใบ้ก็ยังมี ขณะที่เทคนิคของสื่อการ์ตูนจะอยู่กึ่งกลาง คือทั้งภาพและคำต้องสอดคล้องพอเหมาะพอเจาะ หนึ่งเฟรมในภาพยนตร์เมื่อผ่านตาเราไปเพียงชั่วเสี้ยววินาที ไม่สามารถย้อนกลับมาดูได้ (เว้นแต่นั่งดูหนังแผ่นที่บ้าน) แต่หนึ่งช่องการ์ตูน เราสามารถจดจ้องมันอย่างละเอียด ก่อนเบนสายตาสู่ช่องถัดไป หนำซ้ำยังเราสามารถไล่สายตาย้อนกลับมาดูอีกครั้งได้อีก ดังนั้นนักเขียนการ์ตูนที่เก่งจะต้องให้ความสำคัญต่อทุกช่องที่เขียน เพราะหากมีช่องที่น่าเบื่อติดกันมาก ๆ ผู้อ่านอาจพลิกปิดการ์ตูนเล่มนั้นอย่างง่ายดาย ยิ่งกว่ากดปุ่มหยุดเครื่องดีวีดีด้วยซ้ำ นอกจากนี้บทพูดในแต่ละช่องก็ต้องพอดิบพอดี ไม่มากจนผู้อ่านสับสนว่ากำลังอ่านการ์ตูนหรือนิยายกันแน่ แต่ก็ต้องไม่น้อยจนอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เท่านั้น บทพูดทุกประโยคยังต้องกลมกลืนกับบุคลิกตัวละครนั้น ๆ ด้วย เพราะอย่าลืมว่านักเขียนการ์ตูนไม่สามารถคัดเลือกตัวแสดงให้เหมาะกับบท หรือสามารถจับตัวการ์ตูนเข้าคอร์สอบรมการแสดงได้ หนทางเดียวที่จะทำให้คนอ่านอินกับตัวการ์ตูนก็คือการจับบุคลิกให้มั่นชนิดหลุดไม่ได้เด็ดขาด
ร่ายมาหลายย่อหน้า เพราะอยากให้รู้ว่า “เคโรโระ” สามารถทำอย่างที่ว่านี้ได้ แทบทุกช่องในหนึ่งเล่มของเคโรโระสามารถเรียกรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะจากคนอ่านได้ ไม่ว่าด้วยมุกจากภาพ ซึ่งคนเขียนทำได้ดีมาก เรียกว่าสร้างคาแรกเตอร์แต่ละตัวได้น่าชังเหลือเกิน จนไม่น่าแปลกใจที่เคโรโระและพวกจะดังระเบิดในยุคนี้ (ลองไปเห็นเองเถอะว่า เจ้ากบตาใสตัวนี้มันกวนขนาดไหน) หรือมุกคำพูดที่มีอยู่เพียบ ซึ่งตรงนี้ต้องชมคนแปลที่ถ่ายทอดออกมาได้ดี ไม่เพียงถูกความแต่ยังเลือกใช้ภาษาได้เหมาะตามบุคลิกตัวละคร ไม่ใช่การแปลแบบถอดความทื่อ ๆ อย่างที่มักพบเห็นเป็นส่วนใหญ่ สรุปอย่างนี้ดีกว่า ถ้าออสการ์มีรางวัลสาขาการ์ตูนเล่ม ผมว่าเคโรโระต้องเข้าชิงรางวัลการ์ตูนตลกยอดเยี่ยม บทดั้งเดิมยอดเยี่ยม ตัดต่อยอดเยี่ยม เทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม อ่อ และรางวัลดารานำชายด้วยแน่นอน เคโระ เคโระ เคโระ ...
|