|
กรุงเทพธุรกิจ สัมภาษณ์ร้านคร๊าบบบบบบ |

ฝันยิ่งใหญ่ของคนขายการ์ตูน
ร้านการ์ตูนกับแนวคิดเพื่อสังคมอาจฟังดูเข้ากันไม่ได้ แต่ด้วยความรักที่มีต่อการ์ตูนมาตั้งแต่วัยเยาว์ ก็ทำให้คนๆ หนึ่งทุ่มเทแรงใจเพื่อให้ 2 สิ่งที่ว่านี้ ตั้งอยู่บนพื้นที่เดียวกัน
กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : "การ์ตูน... จินตนาการที่สัมผัสได้ คือประตูเชื่อมสู่โลกแห่งการอ่าน" เป็นความหมายของการ์ตูนในมุมมองของ ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร เจ้าของร้าน Be My Shelf
Be My Shelf คือร้านขายหนังสือการ์ตูน ซึ่งตั้งในย่านวงเวียนใหญ่ฝั่งธนบุรี โดยมีความแปลกสะดุดตาด้วยสีสันสดใส แถมเรียกรอยยิ้มด้วยตัวการ์ตูนตัวโตๆ ติดผนังภายในร้าน ลายเส้นจากนักเขียนภาพประกอบคนดัง แป้ง-ภัทรีดา ประสานทอง บรรยากาศทั่วไปดูคล้ายร้านกาแฟที่ตกแต่งโปร่งสบาย ไว้นั่งเล่น ฟังเพลงเย็นๆ พักอารมณ์เสียมากกว่า แตกต่างจากร้านการ์ตูนทั่วไป ที่ไม่จำเป็นต้องตกแต่งอะไรมาก มีพื้นที่เท่าใดก็อัดหนังสือการ์ตูนเข้าไปให้เต็มเพื่อนำเสนอแก่ลูกค้า จนจะหาที่ยืนก็ยังยาก
ฐิติพงศ์ อดีตพนักงานบริษัทเอกชน หนึ่งในหุ้นส่วนควบตำแหน่งผู้บริหารกิจการร้าน Be My Shelf เล่าถึงที่มาของร้านว่า
"เกิดจากการที่คนสามคนมีความคิดอยากร่วมกันทำธุรกิจ พอลองคุยกันจริงจังมติเอกฉันท์มาลงที่ร้านหนังสือการ์ตูน เพราะทุกคนชอบอ่านการ์ตูน แล้วพี่แป้ง (ภัทรีดา ประสานทอง) ซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็มาช่วยเขียนการ์ตูนให้ เป็นการช่วยแบบพี่น้องโดยไม่คิดค่าแรงและค่าฝีมือ"
ร้านการ์ตูนโตช้า หวังยอด 50 เล่ม/วัน
ทำร้านการ์ตูน ต้องใช้เงินลงทุนสักเท่าใด?
"ค่าตกแต่งและซื้อหนังสือการ์ตูนเข้าร้านครั้งแรก ยังไม่ได้รวมค่าเช่าพื้นที่ร้าน อยู่ที่ประมาณหนึ่งล้านบาท แล้วจะต้องมีเงินหมุนเวียนเพื่อซื้อหนังสือที่ออกมาทุกวัน ประมาณวันละ 2 พันบาท ตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ ตกอาทิตย์ละประมาณหนึ่งหมื่นบาท ส่วนเสาร์อาทิตย์สายส่งจะหยุดไม่มีการส่งของ" ฐิติพงศ์ ลองคำนวนเป็นรายเดือนให้ฟังว่าจะตกอยู่ประมาณสี่หมื่นบาทเป็นอย่างต่ำ โดยราคานี้เป็นราคาที่เลือกสั่งซื้อหนังสือการ์ตูนเป็นบางเรื่อง ไม่ใช่ทุกเรื่องอย่างร้านใหญ่ บอกกับค่าน้ำ-ไฟ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นค่าไฟซึ่งรายจ่ายค่อนข้างสูง โดยจะตกอยู่ประมาณแปดพันบาทต่อเดือน
ฐิติพงศ์ในฐานะผู้เป็นทั้งเจ้าของ ผู้ดูแลร้าน คนขาย กล่าวต่อว่า "ตอนนี้ร้านเปิดมาได้ 6 เดือนแล้ว ผลประกอบการยังถือว่าพอประคองไปได้ยังไม่ติดลบ แต่ก็ยังไม่มีกำไร สิ่งที่หวังไว้คือ ถ้าเราขายหนังสือได้วันละ 50 เล่มเป็นอย่างต่ำจะถือว่าพอมีกำไร แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ขนาดนั้น" เหตุที่ตั้งร้านบริเวณนี้ เพราะเป็นพื้นที่ของครอบครัวของ 'ฐิติพงศ์' เอง ซึ่งแม้จะมีข้อดีในด้านพื้นที่กว้างขวาง แต่เขาก็ยอมรับว่า ทำเลที่ตั้งไม่ได้อยู่ในพื้นที่คึกคักอย่างย่านใจกลางเมือง ยังดีที่หุ้นส่วนทุกคนรู้ข้อจำกัด และเห็นดีที่จะดำเนินธุรกิจแบบค่อยเป็นค่อยไป
"เพื่อให้ร้านมีเงินทุนมาหมุนเวียน ทางเราเลยเปิดพื้นที่ด้านบน ตั้งใจไว้ว่าจะทำกิจกรรมส่งเสริมการขายเป็นที่สอนภาษาอังกฤษไปก่อน ในอนาคตอันใกล้มีโครงการเปิดสอนภาษาญี่ปุ่นด้วย เพราะตัวผมเองมีประสบการณ์ตรงจากการที่ได้เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งมีผลต่อหน้าที่การงานการศึกษาในอนาคต อย่างทุกวันนี้ผมก็ใช้ความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นมาแปลหนังสือนิยาย เป็นรายได้เสริมให้ตัวเอง"
ร้านการ์ตูนก็รับผิดชอบสังคม
ถ้าคุณสนใจหนังสือการ์ตูนสักเรื่องที่ออกใหม่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะชอบเนื้อเรื่อง-ลายเส้นหรือไม่ ร้าน Be My Shelf มีเล่ม 1 ให้อ่านก่อนตัดสินใจ ไม่ชอบไม่ต้องซื้อไป เพราะทางร้านเข้าใจดีว่าลูกค้าส่วนมากเมื่อซื้อไปแล้วจะเก็บสะสมด้วย
"หนังสือการ์ตูนเนี่ย เอาเปรียบผู้อ่าน ผมมีความคิดนี้ตั้งแต่เป็นเด็ก เราซื้อการ์ตูนมา โดยไม่รู้เลยว่าลายเส้นและเนื้อเรื่องจะถูกใจเรามากน้อยแค่ไหน แล้วต้องยอมรับว่าหนังสือการ์ตูนทุกวันนี้ราคาค่อนข้างแพง ถ้าซื้อมาแล้วไม่สนุกอย่างที่หวัง มันเสียความรู้สึกและเสียดายเงิน ดังนั้นทางร้านจึงเปิดโอกาสให้ทดลองอ่านเล่มแรก คือเล่ม 1 ก่อน สามารถนั่งอ่านก่อนตัดสินใจซื้อได้ตามสบาย" ผู้ดูแลร้านกล่าว นอกจากนี้ยังมีไอศครีม เครื่องดื่มไว้คอยบริการ รวมทั้ง ภาพยนตร์การ์ตูนที่เจ้าของซื้อสะสมไว้ นำมาเปิดให้ดูโดยเครื่องเล่นแผ่นเป็นของลูกค้านำมาให้ยืมไว้ใช้ด้วยกัน
การ์ตูนส่วนใหญ่ในร้านผ่านตา 'ฐิติพงศ์' มาเกือบหมด หรือไม่ก็พอจะทราบเนื้อหามาบ้าง ดังนั้น 'ฐิติพงศ์' จึงสามารถแนะนำหนังสือการ์ตูนที่เหมาะสมสำหรับแต่ละวัย
"ถ้าเด็กอายุยังน้อยเราจะไม่ขายการ์ตูนแนวรุนแรงให้ โดยจะอธิบายให้ลูกค้าฟังว่าเพราะเหตุใด แล้วแนะนำเรื่องอื่นที่น่าจะเหมาะแก่วัยเขาไป" เหตุที่ทำเช่นนี้ได้เพราะไม่มีลูกจ้าง เจ้าของร้านบริการเองจึงทำได้ตามที่ตั้งใจ ใจจริง Be My Shelf ไม่อยากเน้นแค่กลุ่มวัยรุ่นหรือเด็กเล็ก แต่เพราะคนทั่วไปหรือผู้ปกครองจะเข้าใจว่าเป็นร้านหนังสือการ์ตูน จึงไม่ค่อยมีลูกค้ากลุ่มอื่นมากนัก 'ฐิติพงศ์' บอกว่า จริงๆ แล้วหนังสือการ์ตูนมีเนื้อเรื่องหลากหลายไม่ใช่มีเฉพาะแต่ความรุนแรง รักหวานแหวว หรือฮีโร่ ยอดมนุษย์ แต่ยังมีแนวการเมือง กีฬา อาหาร ชีวประวัติบุคคล พงศาวดาร เช่น สามก๊ก สัตวแพทย์ หมอรักษาผู้คนในเหตุการณ์ต่างๆ สืบสวนสอบสวน กระทั่งแนวธุรกิจก็ยังมี ซึ่งทางร้านเคยมีความคิดอยากจัดเป็นหมวดหมู่ให้ชัดเจน แต่ยังไม่สามารถทำได้ เพราะต้องใช้พื้นที่เยอะ จึงต้องจัดเป็นกลุ่มแต่ละสำนักพิมพ์ไปก่อน
ปัจจุบัน 'การ์ตูนโป๊' เป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทั่วไปเป็นห่วง เพราะมีแพร่หลายในร้านขายหนังสือการ์ตูน แต่ผู้ดูแลร้าน Be My Shelf มีมุมมองที่แตกต่าง
"ในความคิดของผม การ์ตูนโป๊ ยังไม่น่ากลัวเท่ากับการ์ตูนที่เน้นความรุนแรง เพราะเรื่องเพศมันขึ้นอยู่กับวัย เราทุกคนก็ผ่านวัยรุ่นมาแล้วมันก็ต้องมีบ้างเป็นธรรมดา พอพ้นวัย ความอยากรู้อยากเห็นมันจะลดไปเอง แต่ถ้าลองเปิดดูการ์ตูนทุกวันนี้จะพบว่ามีความรุนแรงมากขึ้น และคนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามตรงนี้ ซึ่งน่ากลัว เพราะมันจะปลูกฝังความรุนแรงอยู่ในจิตใจ ทางร้านพยายามตรวจสอบทั้งเรื่องโป๊และรุนแรง แต่ต้องยอมรับว่าบางทีมันก็หลุดรอดมาบ้าง โดยสอดแทรกอยู่ในเนื้อหา" เป็นอีกความพยายามของร้านหนังสือการ์ตูนที่มีจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคม
โตขึ้นอยากเป็น 'ห้องสมุด'
Be My Shelf ตั้งความหวังว่า การอ่านการ์ตูนของเยาวชนจะสร้างนิสัยรักการอ่านและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ โดยทางร้านมีโครงการที่ตั้งใจจะทำ อาทิ การจัดกิจกรรม เชิญนักเขียนการ์ตูนไทย (เอาใจช่วยการ์ตูนไทยด้วย) มาให้ความรู้ หรือจัดเวิร์คช้อป แต่ด้วยเหตุจากสถานที่อยู่ห่างไกลแหล่งผู้คน สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คือการนำกิจกรรมขึ้นเว็บไซต์ bemyshelf.com พร้อมๆ ไปกับการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งล่าสุด ยอดสมาชิกเว็บอยู่ที่ประมาณ 100 กว่าคน โดยมีการสั่งซื้อหนังสือการ์ตูนผ่านเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
ความฝันภายภาคหน้าของร้าน คืออยากมีห้องสมุดการ์ตูน เพื่อให้ผู้คนได้เข้ามาอ่านกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน
"ตอนนี้เริ่มสะสมไปเรื่อยๆ เพราะคิดว่าห้องสมุดทั่วไปมีเยอะแล้ว น่าจะมีห้องสมุดการ์ตูนบ้าง อยากให้ที่ร้านเป็นศูนย์การเรียนรู้แบบสนุกสนาน ด้วยการเปิดสอน วิชาภาษา ความรู้ต่างๆ อาจจะมีการสอนวาดการ์ตูนพ่วงมาด้วยก็ได้"
หากใครมีเงินทุนมากพอ แล้วเห็นไอเดียของที่นี่ แล้วอยากจะหยิบยืมไปใช้ Be My Shelf บอกว่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะอยากให้มีร้านการ์ตูนดีๆ กระจายอยู่ทุกมุมเมือง
"ส่วนการ์ตูนไทยนั้น อยากให้สำนักพิมพ์ต่างๆ เข้ามาช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมสร้างนักเขียนการ์ตูนไทยขึ้นมา โดยมีลักษณะเฉพาะแบบของไทยเอง เพื่อแข่งขันกับการ์ตูนประเทศอื่นๆ และทางร้านยินดีสนับสนุนสถานที่ให้มาจัดกิจกรรมได้เลยครับ" ฐิติพงศ์กล่าวทิ้งท้าย
ข้อมูลเฉพาะ
ฐิติพงศ์ ศิริรัตน์อัสดร
อายุ : 29 ปี
สำเร็จการศึกษา : คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศญี่ปุ่น
ประสบการณ์ทำงาน : ทำงานด้านเครื่องจักรกลในบริษัทญี่ปุ่น 3 ปี ก่อนลาออกมาเปิดร้านขายหนังสือการ์ตูน Be My Shelf
อาชีพเสริม : แปลนวนิยาย มีผลงานแปล 2 เล่ม 'เพื่อนทางจดหมาย' และ 'รักล้นใจ'
รายงาน : อัคคเดช ดลสุข
ภาพ : ปราโมทย์ พุทไธสง
อ้างอิงจาก http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/04/news_281795.php |